loading...

source : builk.com

RE_Stimulus

IMG_0440

 

ตั้งแต่ต้นปี 2558 เห็นความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และเมกะโปรเจคต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเพียง “ความพยายาม” ผ่านวงจร “ชง-เคาะ-ไฟเขียว-รื้อ-ปัดฝุ่น” ตามภาษาหนังสือพิมพ์ ที่เราเห็นกันจนชินตา จะมีอยู่ไม่กี่โครงการที่ฟันฝ่าอุปสรรค ผ่านมาจนถึงขั้นตอนประมูล และเริ่มก่อสร้าง ได้จริงในปีที่ผ่านมา

3 ไตรมาสแรกของปีนี้ พระเอกตัวเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนวงการก่อสร้าง คือ โครงการก่อสร้างขนาดกลางและขนาดเล็กจากภาครัฐ ในขณะที่งานก่อสร้างเอกชนดูจะแผ่วๆ ไป งานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมชะลอตัว งานก่อสร้างในภาคอสังหาฯ ก็ซึมมาตั้งแต่ต้นปี บรรยากาศขาดความเชื่อมั่น ประกอบกันภาระหนี้ครัวเรือน ที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง มีปัญหากู้ไม่ผ่าน

 

โค้งสุดท้ายของปี 2558 หลังเปลี่ยนตัวขุนพลเศรษฐกิจใหม่ รัฐบาลงัดไม้เด็ด มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ กลับมาอีกครั้ง ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง ภาคอสังหาริมทรัพย์ กลับมาเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยอีกรอบ เหมือนกับครั้งก่อนๆ อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นครั้งนี้ อาจจะได้ผลมากน้อยแตกต่างกัน เนื่องจากสภาพตลาด และปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเดิม

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคอสังหาฯ มาแล้ว 4 ครั้ง ในปี 2548, 2551, 2554 (โครงการบ้านหลังแรก) และล่าสุดปี 2558

สาระสำคัญของมาตรการฯ ครั้งนี้ …เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยบรรเทาภาระรายจ่ายของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง และช่วยบรรเทาผลกระทบในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ มาตรการทางการเงิน คือ มาตรการผ่อนปรนเรื่องการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) เป็น และกลไกสำคัญ มาตรการลดค่าธรรมเนียม ในการทำธุรกรรมการซื้อที่อยู่อาศัย ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อที่อยู่อาศัย และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ให้เหลือร้อยละ 0.01 และสุดท้าย มาตรการทางภาษี สำหรับผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรก เพื่อเป็นการซื้ออยู่อาศัยจริงในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถนำวงเงินร้อยละ 20 ของมูลค่าที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2558 – 31 ธันวาคม 2559

36245333_mเสียงสะท้อน จากมาตรการครั้งนี้ เป็นเชิงบวก เพราะน่าจะช่วยระบายสต๊อคที่อยู่อาศัย ตลาดกลางลงล่าง ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 70% ของยูนิตที่สร้างเสร็จและกำลังจะเสร็จพร้อมโอน น่าจะช่วยดูดซับ สภาพโอเว่อร์ซัพพลายได้ คงจะเห็นแคมเปญการตลาดกระตุ้นยอดระยะสั้นจากผู้พัฒนาอสังหาฯ ทุกค่าย ตามมาด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ในตลาด หลังจากอั้นกันมาซักพัก

ส่วนเสียงที่แสดงความเป็นห่วงก็มีบ้าง เช่น เรื่องระยะเวลาโครงการสั้น (15 เดือน) อาจจะกระตุ้นได้ไม่มาก ต้องลองดูกันอีกทีว่า สุดท้ายแล้ว ถ้าผลออกมาดี รัฐจะขยายเวลา เหมือนที่เคยทำหรือเปล่า?

 


สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่อยู่ใน Supply Chain
ของภาคอสังหาริมทรัพย์ ย่อมได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ไปด้วย
เราต้องเตรียมตัวยังไงกันบ้าง?

 

ผู้รับเหมางานโครงการจัดสรร ที่แห้งเหี่ยวมาซักพักใหญ่ๆ หลังจากบ้านเก่าค้างสต๊อคเริ่มระบายออกได้ พวกเราน่าจะมีงานกลับมามากขึ้นครับ แต่ยังไงก็ยังต้องระวังเรื่องเจ้าของงานนะครับ เลือกเจ้าของงานเงินดี จ่ายตรง เป็น กฎเหล็กข้อแรก ของธุรกิจรับเหมาร้อยล้าน (อ่านเพิ่มเติมที่นี่)

ผู้รับเหมางานต่อเติม ตกแต่ง อินทีเรีย กลุ่มนี้ น่าจะได้รับผลดีก่อนใครเพื่อน เพราะบ้านและคอนโดมีเนียม ที่เริ่มโอนได้มากขึ้นตั้งแต่ปลายปีนี้ ก็ต้องตกแต่งกันหล่ะ วางแผนรับงาน และขยายทีม ให้ดีนะครับ ช่วงงานเยอะ ถ้าดูแลไม่ทั่วถึง คุมคุณภาพไม่ได้ งานที่รับๆ มา จะกลายเป็นทุกขลาภ ตอนส่งงาน

กลุ่มบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมีเนียม ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท นี่ตลาดในกรุงเทพ และเมืองใหญ่ คงหนีไม่พ้นบ้านพรีคาสต์แน่นอน ดังนั้น กลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต ชิ้นส่วนพรีคาสต์คอนกรีต และผู้รับเหมาติดตั้ง ก็คงจะบูมขึ้น จากมาตรการนี้เช่นกัน ตอนนี้โรงงานผลิตพรีคาสต์ผุดกันเยอะทั่วประเทศ ควรเตรียม ทำการตลาด ชูจุดเด่นเรื่องต้นทุน สำหรับกลุ่มที่อยู่อาศัยในเป้าหมายของมาตรการนี้ ยิ่งถ้ามีโครงการบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย (ระดับราคายูนิตละ 5-6 แสนบาท) ตามออกมาด้วย เชื่อว่าตลาดพรีคาสต์จะฮอตขึ้นไปอีก

อีกกลุ่มที่น่าจะได้หางๆ อานิสงส์จากการลดค่าธรรมเนียมการโอน อาจจะเป็นตลาดบ้านมือสอง ที่ต้องการผู้รับเหมารีโนเวทเช่นกัน ส่วนผู้รับเหมารับสร้างบ้านทั่วไป ก็อาจจะมีผลกระทบระยะสั้นๆ ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มชะลอการตัดสินใจ ไปดูโครงการจัดสรรมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านเอง ยังเป็นคนละตลาดกับผู้ซื้อโคงการจัดสรรอยู่ดี

ดูแนวโน้ม ต้นปีหน้า 2559 เราคงจะเริ่มเห็น แนวโน้มราคาวัสดุก่อสร้างปรับขึ้น หล่ะครับ ถ้าสภาพตลาดกลับมาคึกคัก ทั้งกลุ่มอสังหาฯ และงานราชการ ราคาน้ำมันก็กลับมาขาขึ้นแบบช้าๆ แปลว่า ถ้ารับงานใหม่ตอนนี้ ทำราคาเผื่อวัสดุขึ้นไว้ด้วยนะครับ ขอให้เพื่อนๆ ผู้รับเหมาทุกคนเกาะโอกาสดีๆ จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ รอบนี้ให้สำเร็จนะครับ

ป.ล. แล้วบทเรียนที่เราเจอมาทุกครั้ง คือ หลังมาตรการกระตุ้นฯ สิ้นสุดลง (คราวนี้ คือ สิ้นปี 2559) จะเกิดอาการเว้นวรรค ตลาดซบเซาตามมาซักพัก คล้ายๆ กับสภาพหลังมาตรการรถคันแรก… อุตสาหกรรมก่อสร้างจะต้องหันไปพึ่งตัวขับเคลื่อนอื่น หวังว่าเมื่อถึงวันนั้น เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่ และไม่ต้องกระตุ้นกันบ่อยๆ นะครับ… เดี๋ยวจะตายด้าน 555

แสดงความคิดเห็นของคุณได้ที่นี่

comments

loading...