loading...

ขอบคุณบทความจาก สมาชิกหมายเลข 2692247   pantip.com , คุณโพธิ์

แปลงปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ สำหรับบ้านทาวเฮาส์ 16 ตรว.(ขอมอบ วิทยาทานความรู้)

1. ออกแบบสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกน้อย ขนาดความกว้าง 50 ซม. x ยาว 150 ซม. x สูง 200 ซม.
–  จงใจออกแบบให้ หลังคากันฝน เป็นแบบนี้ครับเนื่องจากพื้นที่มีจำกัด( ถ้าให้กางออกจะไปติดด้านหลัง ครับ )
–  เวลาฝนตก น้ำไหลเข้าท่อ ไม่เยอะครับ นิดๆหน่อยๆ จากที่เฝ้าดู ไม่เคยเข้ามาเยอะ จนท่วมราก มิดซักที
–  ผมไม่อยากเจาะท่อ PVC แล้วนำท่อ มาเชื่อมต่อด้วย กาวซิลิโคน
ดังนั้นผมจึงเลือกใช้ ท่อสามทางแบบลดขนาด

2. ออกแบบเป็น ระบบน้ำนิ่ง และ น้ำวน
( แต่พอทดลองเลี้ยงแล้ว ผักสวย     ผมจึงไม่ต่อปั๊มน้ำและระบบถ่ายเทน้ำลงตามชั้นปลูก)

3. ออกแบบให้สามารถ จอดรถหน้าบ้านได้  ไม่เกะกะบ้านคนอื่น
( ไม่ได้วางบนฟุตบาท ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย อยู่หน้าบ้านไม่ได้เกะกะใคร และไม่มีทางเดินต่อกัน มันเป็นทางลาดหน้าบ้าน)***
>>> มันไม่ใช่ฟุตบาท มันเป็นทางลาดหน้าบ้าน <<<

4. ลงทุนค่าวัสดุไปประมาณ 3,000  กว่าบาท
( ถ้าอยากปลุกต้องลงทุนครับ ระยะยาวยังไงก็คุ้มทุนครับ เพราะ ปลุกเองไม่ต้องซื้อผักสลัดอีกแล้ว )

5. รูปที่ถ่ายมาลงพันทิพย์  ยังไม่ได้คลุมมุ้งกันแมลง นะครับ

6. สามารถปลูกได้ครั้งละ  81 ต้น
– ต้นไหนโตแล้ว ก็เก็บทานได้เลยครับ แล้วนำต้นกล้ารุ่นใหม่ ใส่แทน  ก็จะได้ผักหมุนเวียนไว้ทานตลอดปี ครับ
– ต้นที่จะนำไปทาน นำมาแยกใส่ถัง แช่น้ำเปล่า( เฉพาะราก)  ทิ้งไว้สองวันก็นำมาทานได้แล้ว ครับ ( ผักไม่เหี่ยวครับ ผมทดลองแล้ว)

7. หลังจากนำ  ผักออกมาจากรางปลูก  ควรนำมาแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้ 2 วัน( น้ำห้ามท่วมรากจนมิด) แล้วแช่ตู้เย็นไว้ซัก 1 วัน
* ( ลดปริมาณสารเคมี ตกค้างจากน้ำปุ๋ย )
ผมเชื่อว่า  ผักที่ปลูกแบบ ไฮโดรโปรนิกส์  ไม่ได้ปลอดภัย 100%   แต่ดีกว่าที่จะเจอ สารจากยาฆ่าแมลง

สรุป  ผมไม่อธิบายเรื่องการปลุกและการเพาะเลี้ยง นะครับ ( ในกระทู้อื่นๆบอกหมดแล้ว  ก็ทำตามนั้นไปครับ )
ต้องการมาบอกว่า บ้านทาวเฮาส์  ก็สามารถ ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ได้ครับ เพียงแต่ต้องออกแบบให้เหมาะกับตัวบ้าน

ภาพด้านล่างนี้ เป็นการทดลองปลูก รุ่นที่ 1 ครับ   ( ตอนเพาะต้นกล้า ผมเอาไปไว้ในที่ร่ม นานไปต้นผักเลยยืด)

* ส่วนรุ่นที่ 2  ลำต้นไม่ยืดแล้วครับ

แปลงปลูกแบบสามชั้น  ไม่มีปัญหาเรื่อง แสงแดด ครับ เพราะ ถ้าด้านบนโตแล้ว  ก็ย้ายลงมาชั้นล่าง
แค่นั้นก็หมดปัญหาแล้วครับ   แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้โตเอง  










ได้เวลาแปรรูป ผลผลิตแล้วครับ

ขอบคุณบทความจาก สมาชิกหมายเลข 2692247   pantip.com  ,   , คุณโพธิ์

แสดงความคิดเห็นของคุณได้ที่นี่

comments

loading...